ศึกษาโรคมะเร็งจอห์น ฮ็อบกิ้นส์ พบแล้วว่า
สาเหตุที่ร่างกายของได้รับสารก่อมะเร็งนั้นสามารถเกิดจาก


 1.  
การดื่มน้ำ ขวด พลาสติกที่แช่ในช่องฟรีซในตู้เย็น

 2.  
การใช้พลาสติกคลุมอาหารเพื่ออุ่นในเตาไมโครเวฟ

 3.  
รวมถึงการใช้ถุงพลาสติคใส่อาหารเพื่ออุ่นกับเตาไมโครเวฟ

 4.  
การใช้ วัสดุโฟมใส่อาหารที่ร้อนและมัน


เนื่องจากสารพิษจากพลาสติกสามารถละลายออกแล้วไหลปนเปื้อนกับอาหารที่เรารับประทานได้

โดยตรง
ทำให้เกิดโรคมะเร็งทรวงอก มะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่

รู้แล้วก็ระวังตัวกันดีๆนะครับ 

ผมโดนด่าว่าควาย............

posted on 13 Apr 2008 21:29 by extention-loli

(เพราะมองคนแค่เปลือกนอกหรืออยู่ในกรอบความคิดของตนเองเกินไป)

หลังจากไม่ได้อัพมาเกือบสี่เดือนก็พอดีไปเจอ forward mail จากเพื่อนมาตอนแรกที่เห็นหัวเรื่องก็ไม่ได้คิดอะไรมากแต่พอลองได้อ่านดูแล้วกลับทำให้ได้อะไรใหม่ๆขึ้นมา

จากเรื่อง จริงของใครบางคนครับ อ่านแล้ว คิดดูนะครับ


ขณะที่ผมกำลังขับรถเดินทางไปจังหวัดลำปาง
ซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวบนเขาจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็น
พิเศษ ทันใดนั้นเองผมเห็นรถโผล่พ้นเหลี่ยมเขาซึ่งเป็นทางโค้ง
วิ่งมาด้วยความเร็วลักษณะส่ายไปมาแถม
ยังกินเลนเข้า มายังถนนฝั่งของผม
ทำให้ผมต้องเบรกจนตัวโก่งพร้อมกับหักรถหลบลงไหล่ทาง


คนขับเป็นผู้หญิง ก่อนที่รถจะสวนกันเขาก็ชะโงกหน้าออก
จากรถแล้วตะโกนด้วยเสียงดังว่า '
ควาย...ย...ย '


มันทำให้ผมโมโหมากจึงตะโกนสวนออกไปว่า ' E...ค...ว...า...ย '

ขี่รถผิดกฎจราจรจนเกือบทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่พอยังมาด่าเราอีก
ยังดีนะที่เราด่ามันทันก่อนที่มันจะขับรถ
สวนพ้นไป

มัวแต่นึกแค้นใจที่ถูกด่าอยู่นั้นทันทีที่ผมขับรถพ้น เหลี่ยมเขา '
เอี๊ยด...เอี๊ยด...โครม... '


รถผมก็ชนควายเข้าอย่างจัง

(ที่จริงแล้วเขาไม่ได้ด่าเรา แต่เขาบอกเราว่ามีฝูงควายอยู่ข้างหน้า
เพราะกรอบความคิดที่เกิดจาก
ประสบการณ์ของเราทำให้เราเข้าใจผิดคิดว่าความหวังดีที่
เตือนให้ระวังเพราะมีควายอยู่ข้างหน้า
กลายเป็นการคิดว่าถูกด่าว่าเป็นควาย )


นี่คือโทษของการคิดอยู่แต่ในกรอบ และมองโลกในแง่ร้ายเสมอ


**********************************************************

ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองเสมอ ที่จะทำอะไรสักอย่าง...

จงอย่าถาม....ถ้าคนนั้น...ไม่ได้อยากที่จะเล่า

พออ่านจบก็กลับมามองตัวเอง...เลยทำให้ได้มุมมองเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง

edit @ 13 Apr 2008 21:35:16 by ruripopz

edit @ 13 Apr 2008 21:36:15 by ruripopz

edit @ 13 Apr 2008 21:36:27 by ruripopz

edit @ 13 Apr 2008 21:41:24 by ruripopz

หลังจากไม่ได้เข้ามาอัพฯพักนึงเพราะไม่รู้ว่าจะเอาเรื่องอะไรมาดีก็พอดีไปเจอบทความนี้เข้า

เลยเอามาแบ่งให้ได้อ่านกันเล่นครับ

 

          บทความ แปลก เกี่ยวกับ ผี ตามโรงแรม โดยว่ากันว่าตามโรงแรมมักจะมีห้องว่างเพื่อสงวนไว้ให้ ผี แต่มันก็อาจไปโผล่ที่ห้องอื่นได้อยู่ดี เราจึงมีความเชื่อที่สามารถป้องกันตัวคุณจาก ผี ได้

 

          นี่คือความเชื่อบางข้อของบรรดาเจ้าของธุรกิจโรงแรม ซึ่งได้รับการบอกเล่าต่อๆ มาในกลุ่มนักเดินทาง โดยเฉพาะบรรดาทัวร์ลีดเดอร์ทั่วโลก

          กฎเบื้องต้นคือ โรงแรมทุกๆ แห่งมักจะมีห้องพักอย่างน้อยหนึ่งห้องที่ปล่อยให้ว่างไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าโรงแรมห้องเต็มขนาดไหน พวกเขาจะไม่ขายห้องนั้นให้กับแขกคนใดทั้งสิ้น ว่ากันว่าห้องพิเศษห้องนั้นได้ "สงวนไว้" สำหรับ "แขกพิเศษเหล่านั้น"

          ฉะนั้นเมื่อคุณมีแผนที่จะเข้าพักในโรงแรมแห่งใดแห่งหนึ่ง ควรจองล่วงหน้าไว้ก่อนเสมอ พยายามหลีกเลี่ยงการเข้าพักแบบวอล์คอิน (Walk in)

          ถ้าพนักงานต้อนรับได้บอกคุณไปแล้วว่าไม่เหลือห้องว่างอีกต่อไปแล้ว จงอย่าได้ดื้อดึงอยู่ต่อ หรือพยายามติดสินบนพวกเขาเพื่อที่จะให้พวกเขาให้ห้องพักแก่คุณ ถ้าหากคุณทำอย่างนั้น เกือบทุกครั้งที่ห้องที่คุณได้ไปจะเป็น "ห้องพิเศษ" ที่ว่านั่น

          และอีกเช่นกันที่บางครั้ง "แขกพิเศษ" เหล่านั้น อาจจะโผล่ไปที่ห้องอื่นๆ ด้วย ดังนั้นนี่คือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยว่าคุณจะป้องกันตัวคุณเองได้อย่างไร

          ก่อนที่จะเข้ายังห้องพักของคุณ จงเคาะประตูก่อนทุกครั้ง แม้คุณจะรู้ว่านี่เป็นห้องว่างก็ตาม หลังจากที่เข้าไปอยู่ในห้องแล้ว 

          หากคุณรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาในทันทีทันใด และมีอาการ "ขนลุก" จงออกจากห้องไปเงียบๆ และโดยทันที แล้วไปหาพนักงานต้อนรับเพื่อขอเปลี่ยนห้องใหม่ โดยส่วนใหญ่แล้วพนักงานต้อนรับจะเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

          หลังจากอยู่ภายในห้องแล้ว จงเปิดไฟให้ครบทุกดวงในทันที พร้อมกับเปิดผ้าม่านเพื่อปล่อยให้แสงแดดส่องเข้ามา

          ก่อนเข้านอน จัดวางรองเท้าของคุณให้อยู่ในลักษณะกลับหัวกลับหางกัน บางคนบอกเอาไว้ว่านี่เป็นการแสดงถึงหลัก "หยิน-หยาง" เพื่อคุ้มครองคุณขณะที่คุณหลับ

          จงเปิดโคมไฟทิ้งไว้อย่างน้อยดวงหนึ่งขณะที่คุณหลับ ยิ่งเป็นไฟในห้องน้ำยิ่งดี

          หากคุณพักคนเดียว และห้องคุณเป็นเตียงคู่ อย่าเข้านอนโดยปล่อยให้อีกเตียงหนึ่งว่างเปล่า พยายามนำสิ่งของไปวางไว้ เช่น กระเป๋าเดินทาง ที่เตียงว่างอีกเตียงหนึ่งก่อนที่คุณจะหลับ

 

เครดิด จาก เวปกระปุก ครับ 

ปล.ถ้าจะเจอผมขอเจอพวกเจ๊จากเกนโซเกียวละกันคับ 

 

เนื่องด้วยเอ็นทรีที่แล้วมีคนมาเม้นให้เยอะกว่าที่คิดไว้จะเรียกว่าประสบความสำเร็จเกินคาดก็ว่าได้

ต้องขอขอบคุณทุกท่านมากๆเลยนะครับ คราวนี้ขอเอาเรื่องที่เกี่ยวกับพ่อหลวงของคนไทยมาบอกกล่าวให้ได้ทราบกัน

ขออนุณาตลงให้อ่าน(ถ้าซ้ำแล้วขออภัย แต่ควรรู้ไว้)......


>
เมื่อทรงพระเยาว์
>
> 1.
ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45.
> 2.
นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ มีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์
> 3.
พระนาม”ภูมิพล”ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเ กล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
> 4.
พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช
> 5.
ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก
> 6.
ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่
>
โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า “H.H Bhummibol Mahidol”หมายเลขประจำตั 449
> 7.
ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า”แม่”
> 8.
สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง
> 9.
แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม
> 10.
สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้ง
>
หนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต
> 11.
สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า”บ๊อบบี้”
> 12.
ทรงฉลองพระเนตร (แว่นสายตา) ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำจะต้องลุกขึ้นบ่อย
> 13.
สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะทรงต่อรอง 3 ที มากเกินไป 2ทีพอแล้ว
> 14.
ระหว่างประทับอยู่ สวิตเซอร์แลนด์ โดยระหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทยกับสมเด็จย่าเสมอ
> 15.
ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก”การให้”โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า”กระป๋องคน
>
จน”หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก”เก็บภาษี”หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋อ งนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอดมอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน
> 16.
ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆเขามีจักรยานกันสมเด็จย่าก็ตอบว่า”ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มากค่อยเอาไปซื้อจักรยาน”
> 17.
กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์
>
เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา
> 18.
ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง
>
>
พระอัจฉริยภาพ
>
>
> 19.
พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก”การเล่น”สมัยพระเยาว์ เพราะหากอยากได้ของเล่นอะไร ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เองทรงเคยหุ้นค่าขนมกับ พระเชษฐาซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง
> 20.
สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิป ระเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้
 โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อเลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็น
จิ๊กซอว์
> 21.
ทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่
ทรงหัดเล่นคือ หีบเพลง (แอกคอร์เดียน)
> 22.
ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300ฟรังก์มาหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้
> 23.
ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส
> 24.
ทรงพระราชนิพนธ์เพลงครั้งแรก เมื่อพระชนม์พรรษา 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ”แสงเทียน” จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง
> 25.
ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลายเป็นเพลง”เราสู้”
> 26.
รู้ไหม...? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่5
> 27. - - - -
> 28.
นอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไ ทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วย
> 29.
ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง”นายอินทร์”และ”ติโต” ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์แต่พระมหาชนก ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์
> 30.
ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และเรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น”กีฬาซีเกมส์”) ครั้งที่ 4 ปี ..2510
> 31.
ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่งตรั สกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า เสด็จฯกลับเข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน
> 32.
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ์คิดค้นเครื่องกลเติม
อากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ กังหันชัยพัฒนา” เมื่อปี 2536
> 33.
ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุก ารเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์, ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20ปีแล้ว
> 34.
องค์การสหประชาชาติ ได้ถวาย รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ วันที่ 26 พฤษภาคม 2549เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติเดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเองเรื่องส่วนพระองค์
> 35.
พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
> 36.
รักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่า”น่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่า รักแรกพบ เนื่องเพราะรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง
> 37.
ทรงหมั้นกับ ...สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และจัดพระราชพิธีราชาภิเษก
>
สมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ข้อความใน
>
สมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท
> 38.
หลังอภิเษกสมรส ทรง”ฮันนีมูน”ที่หัวหิน
> 39.
ทรงผนวช พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมืองวันที่ 22 ตุลาคม
> 2499
และประทับจำพรรษา วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน
> 40.
ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช


ค่อยๆอ่านล่ะกัน....เราคนไทยควรรู้เรื่องของพ่อเรา...


> 41.
ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพง ต้องแบรนด์เนม ดังนั้นการถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำ
>
เป็นจะต้องเป็นของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น
> 42.
เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยก
>
เว้น นาฬิกา
> 43.
พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว : ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้าง
>
วัตถุมงคล เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ
> 44.
หลอดยาสีพระทน ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏ
>
รอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนช่วยรีด และ กดเป็นรอยบุ๋ม
> 45.
วันที่ในหลวงเสียใจที่สุด คือวันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรณคต มีหนังสือเล่าไว้ว่า วันนั้นในหลวงไปเฝ้า
>
แม่ถึงตีสี่ตีห้า พอแม่หลับจึงเสด็จฯกลับ ถึงวัง ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์
>
แล้ว ในหลวงรีบกลับไปที่โรงพยาบาล เห็นแม่นอนหลับตาอยู่บนเตียง ในหลวงคุกเข่าเข้าไปกราบที่อกแม่
>
ซบหน้านิ่งอยู่นาน ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาน้ำพระเนตรไหลนอง
>
>
งานของในหลวง
>
> 46.
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ
> 47.
ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำ พระองค์อยู่ 3 สิ่งคือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง
> (
ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ
> 48.
ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเ นียว กระดาษที่จะนำมาให้ข้อราชการที่
>
เข้าเฝ้าฯถวายงาน
> 49.
เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใ หญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมา
>
ถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็น
>
ดังนั้น จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรทั้งกลางสายฝน
> 50.
ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯร่วม กับข้อมูลจากต่าง
>
ประเทศที่หามาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประช าชน
> 51.
โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73 บาท ซึ่ง
>
ได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆ เติบโตเป็นโครงการพัฒนามา
>
จนเป็นอย่างที่เราเห้นกันทุกวันนี้
> 52.
เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯ สวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯ ลงมา
>
อธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด
> 53.
...คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า
> “
ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูง
>
เหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ


> 54.
ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระ ดูกสันหลังในอีก 5
>
ชั่วโมง (20 กรกฎาคม 2549) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เด ินสายออนไลน์ไว้
>
เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน
>
>
ของทรงโปรด
>
> 55.
อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา
> 56.
ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังช่าย
> 57.
ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก
> 58.
ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระ
>
ตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง
> 59.
เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง
> 60.
ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศสของยูบีซี เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก
> 61.
ทรงฟัง จส.100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที่ จส.100 ด้วย โดย
>
ใช้พระนามแฝง
> 62.
หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุก
>
ฉบับ และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก
> 63.
ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูดลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ ถวายงานตัดเสื้อ
>
ในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อ
>
จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว
> 64.
ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น 8 ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด
> 3x4
เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่อง
>
พยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ
> 65.
สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแดง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกล
>
กังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว
>
>
รู้หรือไม่?
>
> 66.
ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู ่หัว ว่า นายหลวง” ภายหลัง
>
จึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง
> 67.
ทรงเชี่ยวชาญถึง 6 ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน
> 68.
อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆ ทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ
>
ของพระองค์ว่า ทำราชการ”

> 69. ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์
>
สวิสเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมี
>
อายุเพียง 20 พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุข
>
ประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า 60 ปี


> 70.
ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับใน หลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็น
>
แซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า”อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนัก
>
มาก ยกไม่ไหวหรอก”
> 71.
ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด
> 72.
หัวใจทรงเต้นไม่ปกติด ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อ
>
ไมโครพลาสม่า ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี
> 73.
รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที ่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง ฟอนต์
>
จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์
> 74.
ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ห ัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ
> 60
ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม 6ล้านคน
> 75.
ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี ..2493 จน 29 ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่า
>
เสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000
>
ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน
> 76.
ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง
> 77.
สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง
> 78.
นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง ให้นั่ง
>
รวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด
> 79 - - - -
> 80.
พระราชประวัติในหลวง ฉบับการ์ตูน

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ...

ส่วนผสมของเหล้ามีไรมั่งมาดูกัน


เพิ่งได้อ่านอีกแล้วครับเลยเอามาให้อ่านกันเล่นๆ

วันหนึ่งไอ้ขี้เมามันเดินเข้ามาหาพระในวัด... มันบอกว่าหลวงพี่ชอบด่าคนกิน
เหล้า... ว่าโง่ยิ่งว่าหมา... อยากจะทดสอบหลวงพี่หน่อย... ที่หลวงพี่บอกว่าเหล้าไม่ดีนะ... หลวง
พี่รู้หรือปล่าว่า... เหล้านะมีส่วนผสมอะไรบ้าง..?
หลวงพ่อก็ตอบไปว่า..เรื่องง่ายๆ... ทำไมพระจะไม่รู้ คนโบราณเขาเล่าว่า...
เหล้ามันผสม้วยเลือดสัตว์ 5 ชนิด... คือ...

1. เลือดเสือ... กินเข้าไปแล้วดุมาก...มึงช่วยหามกูไปตีกับมันหน่อย...
2. เลือดงู... .กินแล้วเดินไม่ตรงทาง...คดไปคดมา...
3. เลือดนก......กินแล้วคุยทั้งวันทั้งคืน...ไม่รู้เอาเรื่องอะไรมาพูด...
4. เลือดหมู..... กินแล้วนอนตรงไหนก็นอนได้..หมาเลียปากก็ไม่รู้สึก...
5. เลือดหมา....กินแล้วเห่าตะพึด...กระทั้งลูกเมียตัวเองมันก็จะกัด...


พูดเสร็จอาตมาก็รีบเดินเข้ากุฏิ...เพราะพระไม่มีประกันชีวิต..

(จากคำเทศนาของพระพิศาลธรรมพาที (พระพยอมกัลยาโณ)

อ่านแล้วคูณคิดว่ายังไง โดยส่วนตัวแล้วผมชอบคับ